ชู'ณุศาศิริ'เป้าท็อปเทน ใช้แทน'อังเปา'
ฐานเศรษฐกิจ 19-02-2012
นายวิษณุ เทพเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อั่งเปา แอสเสท จำกัด(มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" 

ถึงแผนในระยะ 5 ปีนับจากนี้ว่า ได้วางเป้าหมายบริษัทที่จะก้าวขึ้นติดอันดับ 1 ใน 10 ผู้นำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ในไทย ด้วยยอดขายประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทมีการพัฒนาโครงการมาอย่างต่อเนื่องภายใต้แบรนด์
ณุศาศิริ และแบรนด์อื่นๆด้วย โดยแนวทางที่จะผลักดันให้บริษัทบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ในเบื้องต้นบริษัทจะมี
การปรับกลยุทธ์การทำตลาด เพื่อสร้างความโดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่ง ด้วยการกลับมาใช้ชื่อบริษัทเป็น
ณุศาศิริ แทนบริษัท อั่งเปาฯ หลังจากใช้ชื่อนี้มาปีกว่า ซึ่งจะทำให้ลูกค้าเกิดการรับรู้และเชื่อมั่นในแบรนด์ณุศาศิริ
ที่มีประสบการณ์การพัฒนาบ้านในระดับพรีเมียมมาอย่างยาวนาน

"บริษัทต้องการสร้างความชัดจนในแบรนด์ณุศาศิริ เพราะตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ลูกค้าส่วนใหญ่จะรู้จักและ
รับรู้คุณภาพบ้านณุศาศิริ ว่าเป็นบ้านพรีเมียม มีโลเกชันโดดเด่น และงานดีไซน์ ที่ตอบสนองความต้องการผู้อยู่
อาศัย ได้ตรงใจลูกค้า เพราะคนซื้อบ้านราคา 20 ล้านบาทขึ้น เขาซื้อความแตกต่างจากคนอื่น ซึ่งแม้ว่าจะเป็นความ
ยุ่งยากของผู้ประกอบการ แต่เป็นจุดที่ดีสำหรับลูกค้า แม้ว่าจะเปลี่ยนชื่อใหม่แต่ทีมงาน และทีมบริหารยังคงเป็น
ชุดเดิม จึงเชื่อมั่นว่าลูกค้าจะให้การยอมรับ" นายวิษณุ กล่าวและว่า

การที่บริษัทจะก้าวขึ้นติดอันดับ 1 ใน 10 ของผู้นำธุรกิจอสังหาฯ ได้ บริษัทจะต้องขยายการพัฒนาทั้ง
จำนวนโครงการที่ใหญ่ขึ้น มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เพื่อที่จะทำให้ผลประกอบการเติบโตแบบก้าวกระโดด รวมถึงการ
กระจายความเสี่ยงของธุรกิจ โดยจะพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ทั้งโครงการคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว และ
ทาวน์เฮาส์ ซึ่งจะกระจายการพัฒนาไปในทุกเซ็กเมนต์ด้วย แต่ยังคงสัดส่วนการพัฒนาที่อยู่อาศัยใน
ระดับพรีเมียมหรือตลาดบนเป็นหลักในสัดส่วน 65-70% ส่วนตลาดกลางและล่างจะพัฒนาในสัดส่วนประมาณ
30-35%

นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ในการกระจายความเสี่ยงธุรกิจและสร้างการเติบโต บริษัทก็มีแผนการพัฒนา
โครงการนอกพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลด้วย โดยจะพัฒนาโครงการในต่างจังหวัดที่มีศักยภาพด้วยเช่นกัน ซึ่ง
แผนการพัฒนาโครงการในปีนี้ บริษัทวางแผนการพัฒนาโครงการด้วยการขยายเฟสต่อเนื่องจาก 7 โครงการเดิมที่
บริษัทเปิดการขายอยู่ และจะมีโครงการใหม่อีก 2 โครงการ ได้แก่ โครงการคอนโดฯ ในย่านบางโพ จำนวน 1,132
ยูนิต มูลค่าประมาณ 1,200 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ เฟรช คอนโด ราคาขายเฉลี่ยยูนิตละ 1 ล้านบาท และโครงการ
ทาวน์เฮาส์และบ้านเดี่ยว ภายใต้แบรนด์ ณุศา ญาดา ในย่าน สุวินทวงศ์ จำนวน 677 ยูนิต ราคาขาย เฉลี่ย 3 ล้าน
บาท มูลค่า 1,500 ล้านบาท บนเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่

ส่วนโครงการในต่างจังหวัดขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาที่พัฒนาโครงการในพัทยา และเขาใหญ่ โดย
โครงการในพัทยา วางแนวคิดที่จะพัฒนาเป็นบ้านเดี่ยว ในระดับราคา 2-5 ล้านบาท จับกลุ่มผู้ซื้อบ้านหลังแรก บน
พื้นที่กว่า 100 ไร่ มูลค่าประมาณ 2,500 ล้านบาท ส่วนแบรนด์ที่จะใช้อยู่ระหว่างการพิจารณา ส่วนการพัฒนา
โครงการที่เขาใหญ่ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดหาที่ดิน ประมาณ 1,000 ไร่ เพื่อพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวระดับ
เฉลี่ย 10 ล้านบาท ส่วนรูปแบบและรายละเอียดอยู่ระหว่างการพิจารณา

นายวิษณุ กล่าวเพิ่มว่า ในปีนี้บริษัทวางเป้าหมายยอดขายรวมไว้ประมาณ 6,000 ล้านบาท ทั้งจากโครงการ
เดิมและโครงการใหม่ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมามียอดขายประมาณ 1,000 ล้านบาท ส่วนงบประมาณการซื้อที่ดินในปี
ที่ผ่านมาได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทวงเงิน 1,000 ล้านบาท แต่ใช้จริงเพียง 500 ล้านบาท
เท่านั้น ซึ่งในปีนี้คงจะขออนุมัติงบประมาณไม่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ในปีนี้คงมีงบประมาณรวมสำหรับซื้อ
ที่ดินประมาณ 1,500 ล้านบาท แต่จะใช้เท่าไรนั้น คงขึ้นอยู่กับสถานการณ์และสภาพตลาดด้วย

"ในเป้าหมายการดำเนินธุรกิจ บริษัทพยายามรักษาพอร์ตของบริษัทให้มีความสมดุลในธุรกิจหลายๆ
ประเภท ในอนาคตคงมีโครงการคอนโดฯ เพิ่มมากขึ้นด้วย เพราะพฤติกรรมคนกลัวน้ำ รวมถึงการเพิ่มสัดส่วน
รายได้ของพื้นที่ให้เช่าให้เพิ่มขึ้นเป็น 10% จากปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ประมาณ 5% ส่วนตลาดกลุ่มระดับกลาง
และล่างที่บริษัทขยายออกไปนั้น หากได้รับการตอบรับที่ดีบริษัทก็มีแผนที่จะตั้งบริษัทลูกขึ้นมารองรับด้วย
เช่นกัน" นายวิษณุ กล่าวและว่า

สถานการณ์ตลาดอสังหาฯ ปีนี้อาจจะชะลอตัวลง จากปัจจัยเศรษฐกิจยุโรป ความกังวลต่อปัญหาน้ำท่วม
ปัญหาแรงงาน ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกธุรกิจอสังหาฯ อาจจะยังไม่เติบโตมากนัก ส่วนใหญ่จะไปเติบโตมากใน
ไตรมาสสุดท้าย เพราะประชาชนส่วนใหญ่จะรับรู้การปรับเงินเดือน ทำให้มีกำลังซื้อสูงขึ้นได้ ส่วนตลาดคอนโดฯ
หากเกาะแนวรถไฟฟ้าก็ยังเติบโตต่อไปได้ ซึ่งที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยที่จำเป็น และรัฐบาลก็มีนโยบายรัฐบาลส่งเสริม
ให้คนมีที่อยู่อาศัยด้วย

ส่วนกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้บริษัทเติบโตได้นั้น คงต้องหาความแตกต่างมีความเป็นเฉพาะตัวที่ไม่เหมือน
คู่แข่ง การสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าถึงแนวทางการป้องกันปัญหาน้ำท่วม ซึ่งแนวทางการป้องกันที่บริษัท
ดำเนินการนั้น หากเป็นการขยายเฟสใหม่ในโครงการเดิม ก็จะมีปั๊มน้ำ ประตูกันน้ำ หากเป็นโครงการที่ยังไม่ได้
พัฒนาก็จะถมดินสูงขึ้นอย่างน้อย 50-70 เซนติเมตร เพื่อให้เกิดความสบายใจของลูกบ้าน แม้ว่าที่ผ่านมาโครงการ
เราน้ำไม่ท่วมก็ตาม ซึ่งมีผลต่อต้นทุนการพัฒนาที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% ส่วนปัญหาแรงงานที่หายากและมีต้นทุนเพิ่ม
สูง บริษัทก็เน้นการหาวัสดุทดแทน แรงงาน การใช้ระบบวัสดุสำเร็จรูป การใช้เทคโนโลยีการก่อสร้าง เข้ามา
ทดแทนแรงงานและเพื่อควบคุมต้นทุนด้วย

อนึ่งบริษัท อั่งเปา แอสเสท จำกัด(มหาชน) มีความเป็นมาจากบริษัท ไทยเกรียง กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่
ประกอบธุรกิจสิ่งทอ ภายหลังประสบปัญหาจากการเปิดการค้าเสรี รวมถึงการยกเลิกระบบการจัดสรรโควตาสิ่ง
ทอในต้นปี 2548 ทำให้ภาวะ การแข่งขันในตลาด การค้ารุนแรงอย่างมากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ราคาขาย
ของสินค้าสิ่งทอลดลง และทำให้บริษัทต้องประสบกับภาวะขาดทุน และมีปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินมา
โดยตลอด ในปี 2549 บริษัทจึงหยุดการผลิตในกิจการสิ่งทอทั้งหมด ภายหลังจากการหยุดกิจการสิ่งทอ บริษัทมี
โครงการที่จะดำเนินธุรกิจใหม่ คือ ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ปี 2551 ได้ทำการปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับ
สถาบันการเงิน 2 แห่งจนประสบความสำเร็จ จึงได้เริ่มประกอบธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยการเป็นนายหน้า
ขายห้องชุด ปี 2552 ได้ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างจริงจัง โดยเข้าไปลงทุนซื้อห้องชุด
คอนโดมิเนียม และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อขาย และเข้าซื้อทรัพย์สินจากบริษัท ณุศาศิริ แกรนด์ จำกัด
(มหาชน) และ บริษัท เค เอ็ม พี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ รวม 5 โครงการ และ
ดำเนินการบริหารต่อ โดยใช้แบรนด์เดิม คือ ณุศาศิริ และกฤษณา